มีเงินสองก้อนที่รัฐจ่ายให้ครอบครัวที่มีลูกเล็ก แต่คนจำนวนมากได้แค่ก้อนเดียว เพราะเข้าใจว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ความจริงคือทั้งสองก้อนมาจากคนละหน่วยงาน คนละกฎหมาย และรับพร้อมกันได้โดยไม่ตัดสิทธิกันเลย ครอบครัวที่เข้าเกณฑ์ทั้งสองทางและมีลูกเล็กสองคน จะได้รับเดือนละ 3,200 บาท หรือปีละ 38,400 บาท
ก้อนที่หนึ่ง เงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคม
จ่ายเดือนละ 1,000 บาทต่อลูกหนึ่งคน สูงสุดคราวละ 3 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนลูกอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ รวมแล้วลูกหนึ่งคนได้ 72,000 บาทตลอดช่วง 6 ปี
เงื่อนไขคือต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายใน 36 เดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิ ไม่จำเป็นต้องส่งติดกัน แค่นับรวมได้ครบก็พอ บุตรต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่รวมบุตรบุญธรรม
ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นผู้ประกันตน ให้ใช้สิทธิได้เพียงฝ่ายเดียวต่อลูกหนึ่งคน ไม่สามารถเบิกซ้ำสองทางได้ ยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่ง หรือผ่านระบบออนไลน์ของ sso.go.th ใช้แบบ สปส. 2-01 พร้อมสูติบัตรของลูก ทะเบียนสมรส และเลขบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์
ก้อนที่สอง เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจากกระทรวง พม.
จ่ายเดือนละ 600 บาทต่อเด็กหนึ่งคน ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 6 ปี รวมแล้วได้ 43,200 บาทต่อคน ไม่จำกัดจำนวนบุตร
เงื่อนไขสำคัญคือสมาชิกในครัวเรือนต้องมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี จุดนี้คนคำนวณผิดกันบ่อยมาก เพราะไม่ได้ดูรายได้รวมของบ้าน แต่ดูค่าเฉลี่ยต่อหัว เช่น บ้านมีสมาชิก 4 คน รายได้รวมทั้งปี 380,000 บาท เฉลี่ยได้ 95,000 บาทต่อคนต่อปี ถือว่าเข้าเกณฑ์
ลงทะเบียนที่สำนักงานเขตถ้าอยู่กรุงเทพ หรือที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลถ้าอยู่ต่างจังหวัด ตรวจสอบสิทธิได้ผ่านแอปทางรัฐหรือแอปเงินเด็ก เงินโอนเข้าประมาณวันที่ 8 ถึง 10 ของทุกเดือน

ทำไมหลายครอบครัวถึงพลาดก้อนใดก้อนหนึ่ง
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเข้าใจว่าเป็นเงินก้อนเดียวกัน พอได้จากประกันสังคมแล้วก็ไม่ไปลงทะเบียนกับ พม. อีก ทั้งที่เป็นคนละโครงการโดยสิ้นเชิง โครงการหนึ่งมาจากเงินสมทบที่เราจ่ายเอง อีกโครงการมาจากงบประมาณแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้น้อย
สาเหตุที่สองคือคิดว่าตัวเองรายได้เกินเกณฑ์ทั้งที่ยังไม่ได้คำนวณจริง เพราะเข้าใจผิดว่านับจากรายได้รวมของบ้าน ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนและมีคนทำงานคนเดียว มักผ่านเกณฑ์ได้ง่ายกว่าที่คิด
สาเหตุที่สามคือลาออกจากงานแล้วปล่อยให้สิ้นสภาพผู้ประกันตน ทำให้เงินสงเคราะห์บุตรหยุดไปโดยไม่จำเป็น ทั้งที่ถ้าสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ต่อเนื่องภายใน 6 เดือนหลังลาออก จะยังรักษาสิทธิเงินก้อนนี้ไว้ได้
เอกสารที่ควรเตรียมไว้ตั้งแต่ลูกยังไม่เกิด
ทั้งสองโครงการต้องใช้สูติบัตรของลูกเป็นหลัก ซึ่งต้องแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนภายใน 15 วันนับจากวันที่คลอด โรงพยาบาลจะออกหนังสือรับรองการเกิดให้ นำไปแจ้งที่เขตหรืออำเภอเพื่อรับสูติบัตรตัวจริง
นอกจากนี้ควรผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนของผู้ยื่นไว้ล่วงหน้า เพราะทั้งสองโครงการโอนเงินเข้าบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์เป็นหลัก และควรเก็บใบเสร็จค่าฝากครรภ์กับค่าคลอดไว้ด้วย เพราะใช้เบิกประกันสังคมและใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกทางหนึ่ง
ตัวเลขและเงื่อนไขอ้างอิงหลักเกณฑ์ที่ใช้ในปี 2569 เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการวางแผน สิทธิที่ได้จริงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละหน่วยงาน ตรวจสอบล่าสุดได้ที่ sso.go.th สายด่วน 1506 และกรมกิจการเด็กและเยาวชน
คำถามที่พบบ่อย
รับเงินสงเคราะห์บุตรกับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดพร้อมกันได้ไหม
ได้ เป็นคนละโครงการคนละหน่วยงาน ไม่ตัดสิทธิกัน ลูกหนึ่งคนที่เข้าเกณฑ์ทั้งสองทางจะได้รับรวม 1,600 บาทต่อเดือน
เงินสงเคราะห์บุตรได้เดือนละเท่าไหร่ ถึงอายุเท่าไหร่
1,000 บาทต่อเดือนต่อลูกหนึ่งคน สูงสุดคราวละ 3 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์
เกณฑ์รายได้ของเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนับอย่างไร
นับจากรายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนต่อคนต่อปี ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ใช่รายได้รวมทั้งบ้าน
ลาออกจากงานแล้วเงินสงเคราะห์บุตรจะหยุดไหม
ถ้าสิ้นสภาพผู้ประกันตนสิทธิจะหยุด แต่ถ้าสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ต่อเนื่องภายใน 6 เดือน จะยังรักษาสิทธิไว้ได้
ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
หลักๆ คือสูติบัตรของลูก บัตรประชาชนผู้ยื่น ทะเบียนสมรสหรือหนังสือรับรองบุตร และเลขบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์ ฝั่งประกันสังคมใช้แบบ สปส. 2-01
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเข้าวันไหนของเดือน
ประมาณวันที่ 8 ถึง 10 ของทุกเดือน ตรวจสอบสิทธิได้ผ่านแอปทางรัฐหรือแอปเงินเด็ก
