ลูกต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ตอนไหน แล้วตัวไหนที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง — บทความนี้สรุปตารางวัคซีนเด็กไทยฉบับปี 2569 ตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย (PIDST ฉบับวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569) แบ่งชัดเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนได้ฟรีตามสิทธิ กับวัคซีนเสริมที่พ่อแม่เลือกเพิ่มได้ตามความเสี่ยงและงบประมาณ
วัคซีนพื้นฐาน เด็กทุกคนต้องได้รับ (ฟรีตามแผนกระทรวงสาธารณสุข)
แรกเกิด — บีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรค 1 ครั้ง และวัคซีนตับอักเสบบีเข็มแรกภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด กรณีแม่เป็นพาหะตับอักเสบบี ลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (HBIG) เพิ่มและมีนัดเข็มตับอักเสบบีถี่ขึ้น
อายุ 2, 4 และ 6 เดือน — วัคซีนรวม 5 โรค (คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ) พร้อมวัคซีนโปลิโอ (ช่วง 2 และ 4 เดือน PIDST แนะนำชนิดฉีด IPV ส่วนที่ 6 เดือนเป็นชนิดกิน — สถานพยาบาลแต่ละแห่งอาจจัดชนิดฉีดหรือกินต่างกันตามแนวทางที่ใช้ ให้ทำตามนัดของสถานพยาบาลได้เลย) และวัคซีนโรตาชนิดกิน เริ่มครั้งแรกได้ช่วงอายุ 6-15 สัปดาห์ ให้ 2 หรือ 3 ครั้งแล้วแต่ชนิด
อายุ 9-12 เดือน — วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) เข็มแรก และวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อมีชีวิตเข็มแรก
อายุ 18 เดือน — กระตุ้นคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ครั้งที่ 1 กระตุ้นโปลิโอ และ MMR เข็มที่ 2 ส่วนเจอีเข็มที่ 2 ให้ห่างจากเข็มแรก 12-24 เดือน
อายุ 4-6 ปี — กระตุ้นคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ครั้งที่ 2 และกระตุ้นโปลิโอครั้งสุดท้าย
อายุ 11-12 ปี — วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (Td หรือ Tdap) แล้วกระตุ้นทุก 10 ปี และวัคซีนเอชพีวี (HPV) ซึ่งเด็กหญิงชั้น ป.5 ได้รับฟรีตามแผนกระทรวงฯ ช่วงก่อนอายุ 15 ปีฉีดเพียง 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน
ทุกปี — วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ปีแรกของเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีต้องฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน ปีถัดไปปีละเข็มเดียว
เคล็ดลับไม่ให้พลาดนัด
นัดวัคซีนช่วงขวบปีแรกถี่มาก (แรกเกิด, 1, 2, 4, 6, 9 และ 18 เดือน) วิธีที่ช่วยได้จริงคือจดนัดถัดไปทันทีที่ฉีดเสร็จ ตั้งเตือนในโทรศัพท์ล่วงหน้า 3 วัน และพกสมุดวัคซีน (สมุดสีชมพู) ไปทุกครั้ง ถ้าพลาดนัดไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ — วัคซีนเกือบทุกตัวฉีดต่อจากเดิมได้เลย แจ้งคุณหมอว่าค้างเข็มไหนไว้

วัคซีนเสริมที่น่าพิจารณา (จ่ายเพิ่มเอง)
นิวโมคอคคัส (PCV) — ป้องกันปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส ฉีดที่อายุ 2, 4 เดือน และกระตุ้นช่วง 12-15 เดือน (สูตร 2+1 สำหรับเด็กแข็งแรง) เป็นวัคซีนเสริมที่กุมารแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำเป็นลำดับต้นๆ สำหรับเด็กเล็ก
มือเท้าปาก อีวี71 (EV71) — ป้องกันมือเท้าปากสายพันธุ์รุนแรง ฉีดได้ช่วงอายุ 6 เดือนถึงก่อน 5 ปี จำนวน 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน เหมาะมากกับเด็กที่กำลังจะเข้าเนิร์สเซอรี่หรืออนุบาล
อีสุกอีใส (VZV) — เข็มแรกช่วง 12-18 เดือน เข็มที่สองก่อนเข้าประถม (ฉีดเร็วสุดห่างจากเข็มแรก 3 เดือน) ฉีดรวมกับ MMR เป็นเข็มเดียว (MMRV) ได้
ตับอักเสบเอ (HAV) — ฉีดได้ตั้งแต่ 1 ขวบ 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน · ไข้เลือดออก — ฉีดได้ตั้งแต่ 4 ขวบ 2 เข็มห่างกัน 3 เดือน ทั้งคนที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออก · ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปป้องกันอาร์เอสวี (RSV) — ฉีดเข็มเดียวช่วงต้นฤดูฝนสำหรับทารกขวบปีแรก ป้องกันได้อย่างน้อย 6 เดือน เป็นของใหม่ที่เริ่มมีใช้กว้างขึ้นในปีนี้
เครื่องมือช่วยจำ: ใช้ ปฏิทินวัคซีนลูก ของเรา กรอกวันเกิดลูกแล้วระบบจะคำนวณวันนัดวัคซีนแต่ละเข็มให้ทั้งชุด และเช็คพัฒนาการควบคู่ได้ที่ เช็คพัฒนาการลูกตามวัย
เตรียมตัวก่อนและดูแลหลังฉีด
ก่อนฉีดให้ลูกนอนพอ กินนมหรืออาหารตามปกติ และแจ้งคุณหมอถ้าลูกมีไข้ เจ็บป่วย หรือเคยแพ้วัคซีน หลังฉีดให้นั่งรอสังเกตอาการที่สถานพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที อาการที่พบได้ปกติคือไข้ต่ำๆ งอแง ปวดบวมแดงตรงจุดฉีด 1-2 วัน เช็ดตัวและให้ยาลดไข้ตามคำแนะนำได้ แต่ถ้ามีไข้สูงไม่ลด ชัก ผื่นลมพิษทั้งตัว หน้าบวมปากบวม หรือหายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์ทันที
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยฉบับปี 2569 ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ ตารางอาจปรับตามประวัติสุขภาพของเด็กแต่ละคน โปรดปรึกษากุมารแพทย์หรือสถานพยาบาลที่ดูแลลูกของคุณ
คำถามที่พบบ่อย
เลื่อนนัดวัคซีนได้ไหม ถ้าลูกไม่สบายพอดี
เลื่อนได้ ไข้หวัดเล็กน้อยไม่มีไข้ยังฉีดได้ตามปกติ แต่ถ้ามีไข้ควรเลื่อนจนหาย การเลื่อนนัดไม่ทำให้ต้องเริ่มชุดใหม่ ฉีดต่อจากเข็มเดิมได้เลย
ฉีดหลายเข็มพร้อมกันในวันเดียว อันตรายไหม
ไม่อันตราย วัคซีนต่างชนิดฉีดพร้อมกันคนละตำแหน่งได้ตามมาตรฐานสากล และช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องพาลูกมาโรงพยาบาล
วัคซีนเสริมแพง เลือกตัวไหนก่อนดี
ถ้างบจำกัด กุมารแพทย์มักแนะนำ PCV เป็นลำดับแรกสำหรับเด็กเล็ก ตามด้วย EV71 ก่อนเข้าเนิร์สเซอรี่ และไข้หวัดใหญ่รายปี ทั้งนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของเด็กแต่ละคน ปรึกษาคุณหมอประจำตัวได้
