บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งสาธารณะเพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน รายได้ขึ้นกับความพยายามและปัจจัยของแต่ละคน
Dropship คือการขายสินค้าโดยไม่ต้องสต็อก เมื่อลูกค้าสั่ง เราจึงสั่งจากซัพพลายเออร์ให้ส่งตรงถึงลูกค้า จุดแข็งคือลงทุนต่ำ จุดอ่อนคือเราควบคุมคุณภาพและเวลาส่งไม่ได้เอง แต่ต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าเต็มๆ
ขั้นที่ 1 เลือกสินค้าที่ขายได้
สินค้าที่เหมาะกับ Dropship ควรมีน้ำหนักเบา ไม่แตกง่าย ไม่มีเรื่องไซซ์ที่ผิดพลาดบ่อย และมีกำไรต่อชิ้นพอที่จะคุ้มค่าเวลา หลีกเลี่ยงสินค้าที่ต้องมีมาตรฐานหรือใบอนุญาต เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องมี มอก. เพราะความรับผิดชอบทางกฎหมายตกอยู่ที่ผู้ขาย
ขั้นที่ 2 หาซัพพลายเออร์และทดสอบ
- สั่งสินค้ามาที่บ้านตัวเองก่อนอย่างน้อย 1 ชิ้น เพื่อดูคุณภาพจริงและจับเวลาส่งจริง
- ถามให้ชัดว่าถ้าของมีปัญหา ใครรับผิดชอบและใช้เวลากี่วัน
- เช็คว่าซัพพลายเออร์ใส่ใบเสร็จหรือโลโก้ร้านตัวเองไปกับพัสดุหรือไม่
ขั้นที่ 3 ตั้งราคาให้เหลือกำไรจริง
ผู้เริ่มต้นมักลืมต้นทุนแฝงจนขายแล้วขาดทุน ต้องบวกให้ครบทั้ง ราคาสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณาต่อออเดอร์ ส่วนลดที่ร่วมแคมเปญ และเผื่อของเสียหรือคืนสินค้าประมาณ 3-5% ที่เหลือจึงเป็นกำไรจริง
ขั้นที่ 4 จัดการออเดอร์และหลังการขาย
ทำไฟล์บันทึกออเดอร์ตั้งแต่วันแรก บันทึกวันสั่ง เลขพัสดุ และวันที่ลูกค้าได้รับ เพื่อรู้ว่าซัพพลายเออร์รายไหนเชื่อถือได้ ตอบแชทเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงมีผลต่อคะแนนร้านมาก และเมื่อของมีปัญหา ให้แก้ให้ลูกค้าก่อนแล้วค่อยไปเคลียร์กับซัพพลายเออร์ทีหลัง
สิ่งที่ทำให้ร้านใหม่ไปไม่รอด
- ลงสินค้าเป็นร้อยรายการโดยไม่เคยสั่งมาดูเอง
- สัญญาเวลาส่งเร็วเกินจริงเพื่อปิดการขาย
- ไม่คิดค่าโฆษณาเข้าไปในราคา ทำให้ยิ่งขายยิ่งขาดทุน
- ขายสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คู่มือ Passive Income สำหรับคุณแม่อยู่บ้าน ดูช่องทางอื่นทั้งหมดได้ที่นั่น

