บทความนี้รวบรวมข้อมูลเป็นแนวทางเบื้องต้น รายได้ขึ้นกับความพยายามและปัจจัยของแต่ละคน ควรตรวจสอบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มธุรกิจจริง
ทำอาหารขายเป็นอาชีพที่คุณแม่อยู่บ้านเริ่มได้เร็วที่สุด เพราะใช้ทักษะที่มีอยู่แล้วและครัวที่บ้าน แต่จุดที่ทำให้หลายคนขาดทุนโดยไม่รู้ตัวคือการคิดต้นทุนไม่ครบ และไม่ได้วางระบบรับออเดอร์ให้เหมาะกับเวลาที่มี
เลือกเมนูที่ขายได้จริง
เมนูที่เหมาะกับการขายจากบ้านควรทำล่วงหน้าได้ เก็บได้อย่างน้อยข้ามวัน และไม่เละระหว่างขนส่ง กลุ่มที่ขายดีสม่ำเสมอคือ อาหารกล่องพร้อมอุ่น ข้าวแกงถุง ขนมไทยที่เก็บได้ เบเกอรี่ที่ไม่ต้องแช่เย็น และอาหารคลีนสำหรับคนคุมน้ำหนัก ส่วนเมนูที่ควรเลี่ยงตอนเริ่มคือของทอดที่ต้องกินร้อน และของที่มีนมสดหรือครีมเป็นส่วนประกอบหลักเพราะเสียเร็ว
คิดต้นทุนให้ครบ ไม่ใช่แค่ค่าวัตถุดิบ
| รายการ | มักถูกลืม |
|---|---|
| วัตถุดิบ | ต้องรวมส่วนที่เหลือทิ้งด้วย ไม่ใช่เฉพาะที่ใช้จริง |
| บรรจุภัณฑ์ | กล่อง ถุง ช้อน ยาง สติกเกอร์ รวมกันมักเกิน 10% ของราคาขาย |
| แก๊ส ไฟ น้ำ | คิดเป็นต่อรอบการทำ อย่าเหมารวมกับค่าบ้าน |
| ค่าส่ง | ถ้าส่งฟรีต้องบวกเข้าราคาแล้ว |
| ค่าแรงตัวเอง | ตั้งเป็นรายชั่วโมง ไม่งั้นจะรู้สึกเหนื่อยฟรี |
| ของเหลือขายไม่หมด | เผื่อไว้ 10-15% ของยอดผลิต |
สูตรง่ายๆ คือ ราคาขาย ควรอยู่ที่ประมาณ 3 เท่าของต้นทุนวัตถุดิบรวมบรรจุภัณฑ์ จึงจะเหลือกำไรหลังหักทุกอย่าง
เรื่องกฎหมายที่ต้องรู้
- ขายในกลุ่มเล็กๆ หรือรับออเดอร์ล่วงหน้า โดยทั่วไปยังไม่ต้องจดทะเบียน แต่ควรตรวจสอบข้อกำหนดของท้องถิ่น
- ถ้าจะขายในแพลตฟอร์มใหญ่หรือติดฉลากสินค้า อาหารบางประเภทต้องขอเลข อย. ตรวจสอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้
- ฉลากควรระบุวันที่ผลิต วันหมดอายุ ส่วนประกอบ และข้อมูลผู้ผลิต แม้ยังไม่บังคับก็ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ
- เก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม และแยกของดิบของสุกเสมอ
รับออเดอร์ยังไงให้ไม่วุ่น
วิธีที่เหนื่อยน้อยที่สุดสำหรับคนมีลูกเล็กคือระบบพรีออเดอร์ ปิดรับออเดอร์ล่วงหน้า 1 วัน แล้วทำรอบเดียวส่งรอบเดียว ทำให้ไม่ต้องเฝ้าครัวทั้งวันและไม่มีของเหลือ ส่วนการขายผ่านแอปเดลิเวอรี่จะได้ลูกค้าใหม่มากกว่าแต่ถูกหักค่าธรรมเนียมสูงและต้องพร้อมรับออเดอร์ตลอดเวลาทำการ

